ฟุกเทียน ปุ๋ยดีใช้แล้วรวย

ฟุกเทียน ปุ๋ยดีใช้แล้วรวย

ปุ๋ยฟุกเทียน

ปุ๋ยฟุกเทียน

ฟุกเทียน ปุ๋ยดีมีกรดซีรีครอน ใช้แล้วรวย จำหน่ายปลีก-ส่ง รับตัวแทนจำหน่ายมี รายได้ประจำ โบนัส ท่องเทียวต่างประเทศ ผู้สนใจเปิดศูนย์จำหน่ายมีธนาคารให้สินเชื่อ สามารถส่งไปจำหน่าย มาเลเซีย อินโดฯ กัมพูชา ลาว เวียดนาม

จำหน่ายปุ๋ยจากโรงงานผลิตขายปลีกขายส่ง รับทำแบบส่วนตัว รับทำและจำหน่ายในระบบสมาชิกปุ๋ยเจริญอินทรีย์ภัณฑ์ชนิดเม็ด

ฟุกเทียน ปุ๋ยหนึ่งอินทรีย์ดิน ปุ๋ยคุณภาพใช้แล้วรวย

ปุ๋ยดีที่มีคุณภาพเนื้อปุ๋ย 100 % เต็มไม่มีสารเติมเต็มใดๆตกค้างในดิน ให้ธาตุอาหารหลัก N,P,N ธาตุอาหารรองและอาหารเสริมที่พืชต้องการครบ ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์และปุ๋ยเคมีที่ตกค้างในดินกลับมาเป็นธาตุอาหารของ พืช ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุยการระบายน้ำและอากาศในดินดี พร้อมปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่าง ให้เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของพืช การขยายรากเร็ว ลำต้นแข็งแรง ไม่โค่นล้มง่าย เสริมสร้างผนังเซลล์ของพืช ทำให้พืชแข็งแรง ทำให้ขั้วเหนียว บำรุงต้นให้เจริญเติบโต ออกดอก ออกผลเร็วและเพิ่มผลผลิตมากขึ้น

ฟุกเทียน ปุ๋ยดีฝีมือคนไทย

ฟุกเทียน ปุ๋ยดีฝีมือคนไทย

คุณสมบัติ
ปุ๋ยประกอบด้วย ธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจน ฟอสเฟสที่เป็นประโยชน์ แมกนีเซียม โพแทชเซียมที่ละลายน้ำ ธาตุอาหารรองเสริม แคลเซียม โมลิบตินั่ม กำมะถัน กรดอะมิโนธรรมชาติ โบรอน คลอรีน ทองแดง กรมฮิมมิค เหล็ก สังกะสี ซิลิกา ฮิวมิก จุลินทรีย์ปรับสภาพดิน ตัวย่อยสลายใช้ได้กับพืชผัก ผลไม้ ยางพารา ต้นข้าว

บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด มีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง
ประกอบด้วย ห้องวิจัยพัฒนาแร่ธาตุปุ๋ยและจุลินทรีย์ดินและจุลินทรีย์น้ำ การวิเคราะห์ดิน มีห้องวิจัยและพัฒนามูลค่า 50 ล้าน บาท ปัจจุบัน บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด มีโรงงานทำการผลิตปุ๋ยประเภทต่างๆ จำนวน 2 โรงงาน กำลังการผลิตรวม 1.2 ล้านตันต่อปี คือ 1.โรงงาน จ.สุราษฎร์ธานี 2.โรงงาน จ.อยุธยา

ปุ๋ยฟุกเทียน ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอีก 2-3 เท่าตัว ทำให้ผลผลิตรสชาติดีเยี่ยม ทำให้ได้ราคาเป็นที่ต้องการของท้องตลาด พืชสามารถป้องกันโรคแมลงและหอยเชอร์รี่ได้ดีเยี่ยม ป้องกันโรคเน่าทุกๆ ชนิดได้ดีเยี่ยม ทำให้ดินร่วนซุยให้รากพืชเดินได้สะดวกและทำให้ในดินมีออกซิเจนมาก มีแร่ธาตุอาหารสมบูรณ์ทำให้ดินดีเหมือนตอนเปิดป่าใหม่

กรดซิลิคอน (H4SiO4) คืออะไร ? ทำไม! พืช ผัก ผลไม้ ทุกชนิดจึงต้องการ?

กรดซิลิคอน มีสูตรทางเคมี H4SiO4 จึง ทำให้ละลายน้ำได้ ขั้นตอนการใช้พืช พืชจะดูดขึ้นไปพร้อมกับ น้ำและธาตุอาหารชนิดต่างๆ ต่อมาน้ำระเหยออกทางผิว แต่กรดซิลิคอนไม่ระเหย จึงสะสมอยู่ที่ผิวพืช เมื่อมีมากขึ้นก็กลายเป็นผลึกควอร์ท โอปอล หรือเปลี่ยนเป็นซิลิเกต ซึ่งทำให้ผิวของพืชแข็งแกร่ง ต่อต้านเพลี้ย หนอน รา ไส้เดือนฝอยดีขึ้น และยังทำให้พืชไม่เปลี่ยนสายพันธุ์ ทำให้รสชาติดี

คำอธิบายถึงกรดซิลิคอนว่าทำไมถึงใช้ถึง 30% ใน ดินที่เสื่อมโทรม และหมดคุณภาพ และทำไมเมื่อใช้แล้วสามารถทำให้ดินที่หมดคุณภาพ กลับมามีคุณภาพเหมือนดินที่เปิดป่าใหม่ๆ ในดินที่เปิดป่าใหม่ๆ จะมีส่วนผสมของแร่ธาตุครบทุกๆชนิดที่พืชต้องนำมาใช้ในการเจริญเติบโต และแร่ธาตุเหล่านั้นยังทำให้ต้นพืชมีคุณภาพไม่เปลี่ยนสายพันธุ์ โดยเฉพาะแร่ธาตุกรดซิลิคอนมีคุณสมบัติพิเศษ เช่นป้องกันเชื้อโรค ป้องกันแมลงและเพิ่มรสชาติ เพิ่มผลผลิต

ดังนั้น ดินที่เสื่อมโทรมจากการวิจัยของนักวิชาการจากประเทศไต้หวันและประเทศอเมริกา พบว่า ในดินที่เสื่อมโทรมจะต้องใช้กรดซิลิคอนถึง 30% ธาตุอาหารรองชนิดต่างๆ 10% ใช้ NPK อย่างละ 20% ถึงจะทำให้พืชเจริญเติบโตเพิ่มผลผลิตขึ้นมาจากเดิมถึง 1 เท่าตัว และยังป้องกันโรค แมลงได้เหมือนดินที่เปิดป่าใหม่ๆ

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ กรดซิลิคอน ในเครือบริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ กรดซิลิคอน ในเครือบริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป

ดังนั้นคำว่า “กรดซิลิคอน” จึงได้มา 2 ทาง ดังนี้

1.ได้มาจากเศษซากพืชที่ย่อยสลายแล้ว

2.ได้มาจากการนำซิลิคอน หรือซิลิก้า มีสูตรทางเคมี คือ SiO2 มาแปรเป็นกรดซิลิคอน ซึ่งเมื่อแปรแล้วจะมีสูตรเป็น H4SiO4 คือ กรดซิลิคอน

เนื่องจากซิลิก้า หรือซิลิคอน SiO2 คือ ธาตุหยาบที่พืชไม่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งหมด เมื่อเกษตรกรนำซิลิก้าไปใช้ ก็จะทำให้ดินร่วนซุยอยู่บ้าง ดังนั้นการนำซิลิคอน หรือซิลิก้า ไปแปรรูปเป็นกรดซิลิคอนจะมีวิธีการที่ยุ่งยาก ขออธิบายดังนี้ การนำซิลิก้าหรือบางคนเรียกว่า ซิลิคอน มีสูตรทางเคมีคือ SiO2 ซึ่งเป็นธาตุหยาบเมื่อนำไปแปรรูปเป็นธาตุละเอียด ซึ่งพืชสามารถนำไปใช้ได้ 100% ก็จะมีสูตรเป็น H4SiO4 หรือเรียกว่า “กรดซิลิคอน”

หากเป็นรูปน้ำจะเรียกว่า “ซิลิซิคแอร์ซิค” ซึ่งมีสูตรทางเคมีคือ H4SiO4 เพราะ ฉะนั้นเกษตรกรอย่าสับสน มีผู้ชมโทรเข้ามาสอบถามว่าได้เอาซิลิคอนไปใช้ เมื่อใช้แล้วไม่ได้ผล จะใช้ให้ได้ผลได้อย่างไร เมื่อท่านนำทรายไปใช้ ทรายมีอยู่ 5 กลุ่ม ใหญ่ๆ ดังนี้

1.ทรายแก้วนำไปผลิตกระจก และเครื่องใช้ต่างๆ มีซิลิก้าเกือบ 100%
2.ทรายหิน เป็นหินภูเขา ซึ่งมีซิลิก้าสูงถึง 80-90%
3.ทรายทั่วๆไป คือดินร่วนปนทราย
4.ทราย ปากแม่น้ำ ซึ่งเป็นทรายมีส่วนผสมของธาตุอาหารต่างๆ ซึ่งทับถมกันมาเป็นล้านๆปี ทรายกลุ่มนี้เท่านั้นที่สามารถนำไปแปรรูปเป็น “กรดซิลิคอน” ชนิดผงและชนิดเม็ดเท่านั้น
5.ทรายเกิดจากภูเขาไฟ เรียกว่า “ซีโอไลท์” ก็นำมาใช้ได้บ้าง แต่ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรส่วนมากจะนำไปใช้ในบ่อกุ้ง

กรดซิลิคอนชนิดเม็ดและชนิดผง ผลิตได้แต่เพียงผู้เดียว คือ บริษัทฟุกเทียนกรุ๊ป (ผลิตภัณฑ์ตราม้าเงา) จำกัด เท่านั้น

กรดซิลิคอน + แร่ทองคำ

กรดซิลิคอน + แร่ทองคำ

คำแนะนำ

คำว่า “กรดซิลิคอน” มีสูตรทางเคมี คือ H4SiO4 คำว่า “ซิลิก้า” หรือ ซิลิคอน มีสูตรทางเคมี คือ SiO2 ใน เมื่อมีสูตรทางเคมีแตกต่างกัน คุณประโยชน์ย่อมที่จะแตกต่างกัน ซิลิก้า หรือซิลิคอน หรือทรายทั่วๆไป ทราบกันว่าทรายมีสูตรทางเคมีคือ SiO2 โดยทั่วๆไป ทรายจะนำมาถมที่ก่อสร้าง หากมีเปอร์เซ็นต์ดินดีก็จะนำไป ทำกระจกหรือแก้ว ทรายเป็นธาตุหยาบที่พืชไม่สามารถนำไปใช้ได้ปกติ ในพื้นที่ป่าใหม่ในดินจะมีกรดซิลิคอนอยู่ กรดซิลิคอนได้มาจากไหน ก็มาจากใบไม้ เศษซากพืชที่ถูกจุลินทรีย์ย่อยสลายที่ทับถมกันมานาน ใบไม้และในซากพืชทุกชนิดจะมีกรดซิลิคอนอยู่ เมื่อทับถมกันนานเข้าจะมีกรดซิลิคอนในดินที่เปิดป่าใหม่เท่านั้น เมื่อพืชใช้กรดซิลิคอนแล้ว พืชจะแข็งแรง เชื้อโรคและแมลงไม่สามารถเข้าทำลายพืชได้ แต่เมื่อพืชใช้ไปนานๆเข้า กรดซิลิคอน ในดินก็จะหมดไปจากดิน เป็นต้นเหตุทำให้ดินเสื่อมโทรม
มีเหตุผล 4 ประการ ที่ทำให้เลือกใช้ปุ๋ยกรดซิลิคอน

ประการที่ 1 คือ กรดซิลิคอนจะไปช่วยเสริมให้ต้นไม้แข็งแรง ช่วยป้องกันโรคพืช แมลง ศัตรูพืช และลักษณะที่ไม่พึงปรารถนา อันเนื่องมาจากสภาพอากาศ

ประการที่ 2 คือ ช่วยรักษาดิน ซึ่งเป็นผลจากปฎิกิริยาเคมี จะช่วยทำให้ดินมีความอุมดสมบูรณ์ ซึ่งครอบคลุมไปถึงการช่วยควบคุมคุณภาพน้ำ คุณภาพดิน ทั้งกายภาพและด้านเคมีและรักษาสภาพความสมบูรณ์ของแร่ธาตุ ในดินที่พืชสามารถจะดูดซับได้

ประการที่ 3 คือ ปุ๋ยกรดซิลิคอนสามารถทำให้พืช ผัก ผลไม้ ไม่แปรเปลี่ยนสายพันธุ์ ให้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น มีรสชาติที่ดีขึ้นด้วย โดยเฉพาะในนาข้าว และข้าวโพด เมื่อใช้แล้วสามารถทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น

ประการที่ 4 คือ เหตุผลทางด้านนิเวศวิทยา อุตสาหกรรมการผลิตที่มีความปลอดภัยจะใช้กรดซิลิคอน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาของเสียอันเนื่องมาจากการผลิต จากเหตุผลประการทั้งปวงนี้ ปุ๋ยกรดซิลิคอน จึงสมควรจะถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายให้มากขึ้นเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ประโยชน์ของ กรดซิลิคอน

-ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอีก 2-3 เท่าตัว

-ทำให้ผลผลิตรสชาติดีเยี่ยม ทำให้ได้ราคาเป็นที่ต้องการของท้องตลาด

-พืชสามารถป้องกันโรคแมลงและหอยเชอร์รี่ได้ดีเยี่ยม

-ป้องกันโรคเน่าทุกๆชนิดได้ดีเยี่ยม

-ทำให้ดินร่วนซุยให้รากพืชเดินได้สะดวกและในดินมีออกซิเจนมาก

-มีแร่ธาตุอาหารสมบูรณ์ทำให้ดินดีเหมือนตอนเปิดป่าใหม่

-สร้างความเข้มแข็งให้แก่ผนังเซลของใบพืช ลำต้น และราก ซึ่งเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับโรคต่างๆ และแมลง หรือศัตรูของพืช

-เสริมสร้างคลอโรฟิลด์ในใบของพืช ซึ่งช่วยในกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช เนื่องจากซิลิคอนสามารถเก็บโปแตสเซียม (K) ในดินได้ถึง ร้อยละ 90

-คงค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ในดินให้อยู่ในระหว่าง 6-7 เพื่อให้ฟอสฟอรัสถูกใช้ประโยชน์โดยพืชอย่างเต็มที่

-ช่วยในการเสริมสร้างความสมดุลของสารอาหารในพืช ซึ่งซิลิคอนสามารถลดสารอะลูมิเนียม (A1) ในพืชลงได้

-เสริมสร้างความต้านทานต่อความแห้งแล้ง โดยช่วยสร้างกระบวนการกักเก็บน้ำให้แก่ต้นพืช

ข้อมมูลกรดซิรีครอนที่มีอยู่ในปุ๋ยฟุกเทียน

ข้อมมูลกรดซิรีครอนที่มีอยู่ในปุ๋ยฟุกเทียน

กฏเหล็กการใช้ปุ๋ย ของบริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด

ต้องมีการวัดค่า พี-เอช ในดิน

- พี-เอช ต่ำกว่า 4 ให้ใช้กรดซิลิคอนผงปรับปรุงดิน ไร่ละ 50 กก.จากนั้นค่อยใช้กรดซิลิคอน 50% + ปุ๋ยเคมี 50% เมื่อผสมเสร็จค่อยนำไปใช้ โดยใช้เท่ากับที่เคยใช้ปุ๋ยเคมี จะทำให้ประหยัดปุ๋ยเคมี

- พี-เอช 4.5-6.5 ให้ใช้ปุ๋ยกลุ่มหมอแทน

- พี-เอช สูงกว่า 6.5 ให้ใช้ปุ๋ยเคมีสูตรสูง สูตร 120% เช่น 1. 15-15-15 2. 25-7-7 3.หากเป็นนาข้าวใช้ 16-20-0 ถ้าเป็นยางที่ตัดแล้วควรใช้ 20-8-20 หรือ 15-7-18 เป็นต้น

วิธีใช้ปุ๋ยทุก ๆ สูตรให้ถูกต้อง และได้ผล 100% มีวิธีใช้ดังต่อไปนี้

1. วิธีใช้ในพืชยืนต้น เช่น ยาง ปาล์ม กาแฟ ผลไม้ทุก ๆ ชนิดหรือไม้ยืนต้น ทุก ๆ ชนิด วิธีใช้ให้หว่านตามร่อง หรือหว่านรอบโคนต้น โดยหว่านรอบ ๆ ทรงพุ่ม เมื่อหว่านเสร็จแล้วไม่ต้องกลบ

ข้อห้ามเด็ดขาด สำหรับไม้ยืนต้นทุก ๆ ชนิด คือห้ามขุดหลุมหรือฝังกลบ ถ้าฝังกลบปุ๋ยจะออกฤทธิ์ได้ช้ามาก เหตุผล อ่านในตอนท้าย ๆ ทำไมถึงไม่ให้ฝังกลบ

2. วิธีใช้ในพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง อ้อย พืชตระกูลถั่ว ข้าวโพด และผัก ทุก ๆ ชนิด ไม้ดอกทุก ๆ ชนิด หรือพืชตระกูลกินหัวทุก ๆชนิด เช่น หอม กระเทียม หรือมันฝรั่ง มันเทศ เป็นต้น ให้หว่านไปทั่ว ๆ หว่านให้กระจายไปตามโคนต้น ห้ามหว่านเป็นกระจุก เมื่อหว่านเสร็จแล้วสามารถใช้ดินกลบบาง ๆ ได้

ข้อห้ามเด็ดขาด ห้ามขุดหลุมฝังปุ๋ยโดยฝังเด็ดขาด

ทำไมปุ๋ยในเครือ บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด ถึงฝังกลบไม่ได้? มีเหตุผลดังนี้

1. เป็นปุ๋ยที่ออกฤทธิ์ช้า หากรากพืชไม่ดึงปุ๋ยไปใช้ ปุ๋ยจะอยู่ที่เดิมไม่สลายตัวไปไหนจึงห้ามฝังกลบ

2. เมื่อปุ๋ยออกฤทธิ์ช้า หากเกษตรกรนำไปใช้ ใช้แล้วพืชจะเขียวนาน เพราะปุ๋ยจะค่อย ๆ ออกฤทธิ์ เมื่อออกฤทธิ์ช้าจึงห้ามกลบ

3. เมื่อหว่านปุ๋ยในเครือ บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด ที่ผลิตโดยใช้วิธีนาโนเทคโนโลยีผลิต จะมีสารเกาะหน้าดิน เมื่อฝนตกจะไม่ไหลไปกับน้ำ ถ้าฝังกลบปุ๋ยจะอยู่กับที่จึงไม่ควรฝังกลบ

4. ปุ๋ยในเครือ บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด ยังมีสารกระจายปุ๋ย ที่ผสมอยู่ในเนื้อปุ๋ย คำว่าสารกระจายปุ๋ยก็คือ เปรียบเทียบให้เกษตรกรทราบดังนี้ เมื่อเอาน้ำมันหยดใส่น้ำ น้ำมันจะกระจายไปรอบ ๆ ปุ๋ยในเครือบริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด ก็เหมือนกัน เมื่อเกษตรกรหว่านปุ๋ยลงดินพอกระทบความชื้น ก็จะกระจายไปทั่ว ๆ ทำให้รากพืชดึงปุ๋ยมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ถ้าฝังกลบสารกระจายปุ๋ยจะไม่ทำงาน

5. ข้อสำคัญ ปุ๋ยในเครือ บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด มีแร่ธาตุอาหารทุก ๆ ตัว อยู่ครบ เมื่อใช้แล้วดินที่เสื่อมสภาพ จะกลายเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ ใช้ครบ 3 ปี ดินจะดีเหมือนตอนเปิดป่าใหม่ ๆ ถ้าฝังกลบแร่ธาตุอาหารจะกระจายไม่ทั่วถึง

6. ปุ๋ยในเครือ บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด ยังมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์อยู่ 20 กว่าสายพันธุ์ ถ้าฝังกลบจุลินทรีย์จะทำงานไม่เต็มที่

7. ข้อดีที่สุดก็คือ ใช้แล้วดินจะร่วนซุย มีสัตว์หน้าดินเกิดขึ้นมาก เช่น ไส้เดือน เป็นต้น ถ้าฝังกลบตัวกรดซิลิคอนจะไม่กระจายไปได้ทั่ว

8. ใช้แล้วผลผลิตเพิ่ม รสชาติดี ถ้าฝังกลบปุ๋ยไม่กระจาย

ดังนั้น ปุ๋ยในเครือ บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด ถ้าเกษตรกรใช้อย่างถูกวิธี จะทำให้เกษตรกรผู้ใช้ไม่ว่าจะเป็นพืชชนิดใด จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น 1-2 เท่าตัว ทำให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกหายจนได้ทันที ภายใน 1 ปี เหตุผลที่เกษตรกรหายจนมีเหตุผลดังนี้คือ ลงทุนเท่าเดิม แต่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น 1-2 เท่าตัว

ห้ามฝังกลบ วิธีแก้ไข ถ้าหากเกษตรกรนำปุ๋ยไปฝังแล้ว ก็แก้ด้วยการขุดขึ้นมา แล้วกระจายไปให้ทั่ว ๆ

คลิก เข้าชมเว็บเพิ่มเติมได้ที่นี่ => www.kasetpui.com

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

คุณ พลยุทธ (ยุทธ) โทร : 086-399-1714, 086-304-3334

พลยุทธ อินพันธ์คำ (ยุทธ) โทร 086-399-1714

พลยุทธ อินพันธ์คำ (ยุทธ) โทร 086-399-1714

เฮอร์บากรีน นาโนแร่ธาตุ

ผลิตภัณฑ์ เฮอร์บากรีน ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร

ผลิตภัณฑ์ เฮอร์บากรีน

เฮอร์บากรีน

ความท้าทาย ผลผลิตที่ใหญ่กว่าและดีกว่า!

ในโลกปัจจุบันก็คาดว่าประชากรประมาณ 1 พันล้านคนจะตกอยู่ในความหิวโหย การเพิ่มของปริมาณ ประชากรมีควบคู่ไปกับความต้องการอาหารอย่างเพียงพอ

ภายในสี่ทศวรรษข้างหน้าประชากรของโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 30% และความต้องการของผลผลิตเกษตรจะเพิ่มขึ้นประมาณ 70% พื้นที่การ เกษตรมีจำกัด ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า และมีการแข่งขันกันระหว่างการใช้พืชสำหรับเป็นอาหารหรือสำหรับเชื้อเพลิง ชีวภาพ

การใช้ปุ๋ยเคมีและสารกำจัดศัตรูพืชมากขึ้น ไม่น่าจะใช่ทางออกที่ดี ในขณะเดียวกันปริมาณน้ำมีจำนวนจำกัดมากขึ้น ความท้าทายคือการแสวงหามาตราการที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้. ความเป็นไปได้ทางหนึ่งเพื่อเพิ่มผลผลิตพืชอย่างปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมคือการทำงานกับ เฮอร์บากรีน®

แร่ธาตุขนาดนาโน เช่น เฮอร์บากรีน® เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดที่จะทำให้พืชได้รับสารอาหารและแร่ธาตุ อย่างง่ายดายและทันทีทางมหาวิทยาลัยมิชิแกนพบว่าสารอาหารถูดดูดซึมเข้าทาง ปากใบรวดเร็วกว่าทางรากประมาณ 10 ถึง 100 เท่า

เฮอร์บากรีน® เป็น ผลิตภัณฑ์จากแร่ธรรมชาติ 100% ได้รับการจดสิทธิบัตร ภายใต้ Tribomechanical อนุภาคหินปูน (แคลเซียมคาร์บอเนต 83) ที่ตกตะกอนตามธรรมชาติผ่านกรรมวิธีมาเป็น เฮอร์บากรีน® ด้วยเทคโนโลยีพิเศษโดยใช้แรงเสียดทานเชิงกลและเกิดพลังงานอนุภาคด้วยความถี่ สูง

เฮอร์บากรีน® เป็นแร่ธาติบริสุทธิ์ ไม่เป็นพิษ ไม่มีมลภาวะ!
ใช้ อุปกรณ์ฉีดพ่น เฮอร์บากรีน® ให้เป็นละอองบางๆเพื่อให้อานุภาคเล็กๆของ เฮอร์บากรีน® จะผ่านเข้าทางปากใบ เมื่อเข้าทางปากใบแล้วอนุภาคจะแบ่งเป็น CO2 (ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) และ CaO (แคลเซียมออกไซด์) และ MgO (แมกนีเซียมออกไซด์) ซึ่งพืช สามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที

ผลลัพธ์ :
เพิ่มการสังเคราะห์แสงมากขึ้น และความเครียดของพืชลดลง เป็นผลให้พืชเจริญเติบโต อย่างรวดเร็วและมีลำต้นที่แข็งแรง

การประยุกต์ใช้ :
โรยผง เฮอร์บากรีน® ลงบนเมล็ดพันธุ์ หรือแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำผสม เฮอร์บากรีน® ก่อนเริ่มต้น
การเพาะกล้า ฉีดพ่น เฮอร์บากรีน® ทุก 2-3 สัปดาห์ด้วยปริมาณ 0.2% – 0.3%

กลไกการออกฤทธิ์ :
กระบวน การสังเคราะห์แสงเป็นกระบวนการที่สำคัญที่สุดในพืช กระบวนการนี้คือกลไกที่คลอโรฟิลล์ดูดซับแสงให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) น้ำพร้อม (H2O) แล้วถูกแปลงเป็นคาร์โบไฮเดรตและออกซิเจน (O2)

พืชต้องการ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในปริมาณ 0.1% จากอากาศ แต่ในความเป็นจริงในอากาศมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพียง 0.03% -0.04%

เฮอร์บากรีน® สามารถป้อนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ถึง 0.065% โดยตรงผ่านทางปากใบและนั้นคือการเพิ่มปริมาณการสังเคราะห์แสงของพืช

ผลที่ได้รับ : สำหรับพืชทุกชนิด

เฮอร์บากรีน

เฮอร์บากรีน

ผลที่ได้จากการใช้ เฮอร์บากรีน®
– ระยะเวลาเก็บเกี่ยวลดลงถึง 30%
– เพิ่มผลผลิต (20% ถึง 40%) ในเรือนเพาะชำแบบปิดได้มากขึ้น ความต้านทานต่อโรคดีขึ้น
– ป้องกันเชื้อรา
– ลดปัญหาแมลงที่ไม่พึงประสงค์
– เพิ่มปริมาณความหวาน (Brix) ในผักและผลไม้
– เพิ่มอายุการเก็บรักษาผลไม้
– คุณภาพดีขึ้น มีสีสรร และ รสชาดดี
– มีเมล็ดพันธุ์ที่แข็งแรงสำหรับการเพาะปลูกในรอบถัดไป

การรับรอง
เฮอร์บาก รีน® ทำจากแร่แคลไซต์ (CaMg) CO3 ได้รับการรับรองเพื่อใช้ในการเพิ่มผลผลิตในเกษตรอินทรีย์ในยุโรปได้รับการ รับรองเป็น ผลิตภัณฑ์ทางนิเวศวิทยา
สอดคล้องกับ NFU44 – 001 มาตรฐานเพื่อใช้ในการเกษตรอินทรีย์
สอดคล้องกับ CEE เลขที่ 2092/91 ระเบียบของ 24/7-91

เฮอร์บากรีน® ไม่มีพิษ ไม่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพต่อเกษตรกร และไม่เป็นพิษภัยต่อสิ่งแวดล้อม

ผลรับอื่นๆ ที่ตามมาคือ

การใช้ปุ๋ยเคมีจะลดลง 50% ถึง 70%,
การใช้ สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และ สารฆ่าเชื้อรา สามารถลดลงประมาณ 50%.
และพืชต้องการน้ำน้อยลง 50%

เฮอร์บากรีน® ช่วยให้เราเปลี่ยนวิถีเกษตรกรรม

เป้าหมายของเราคือเพื่อประโยชน์ขั้นพื้นฐานของเกษตรกรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีลง 50% – 70%
เฮอร์บากรีน® กระตุ้นให้พืชดูดซึมแร่ธาตุได้ดีขึ้น ผลผลิตมีขนาดใหญ่ขึ้น และมีปริมาณมากขึ้น
เพิ่มผลผลิตจากการเก็บเกี่ยว ได้ 15% ถึง 50%;
ช่วยให้สามารถลดการใช้สารเคมี กำจัดศัตรูพืช และยาฆ่าเชื้อราได้ถึง 50%

เฮอร์บากรีน® ยังช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันของพืชได้อีกด้วย
วงจรเริ่มต้นทุกๆรอบของการฉีดพ่น เฮอร์บากรีน® ยิ่งฉีดพ่นมากครั้งเท่าใด ก็ยิ่งให้ผลกับพืชมากขึ้นเท่านั้น
1. ให้ทำการฉีดพ่น เฮอร์บาร์กรีน® ไปยังใบของพืชในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น
2. ในระยะเวลาไม่นานหลังจากฉีดพ่น เฮอร์บากรีน® จะช่วยเพิ่มการสังเคราะห์แสง ทำให้ใบไม้ผลิตน้ำตาลกลูโคสและแป้งมากขึ้น
3. เนื่องจากใบไม้ผลิตน้ำตาลมากขึ้น ต้นไม้จะสามารถดูดซึมน้ำและสารอาหารจากดินได้ดีขึ้น แล้วนำไปแปรรูปเป็นน้ำตาลเพิ่มให้กับต้นไม้
4. ต้นไม้ (หรือพืช) มีความต้องการน้ำในปริมาณที่มากกว่าที่รากจะสามารถดูดซึมได้ ดังนั้น พืชจึงเร่งการงอกของราก ยิ่งมีจำนวนรากมากเท่าใด พืชก็สามารถดูดซึมน้ำและสารอาหารเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น (ไนโตรเจน – ฟอสฟอรัส – โพแทสเซียม
5. จากการที่มีรากเพิ่มมากขึ้น ทำให้การดูดซึมสารอาหารได้มากขึ้น มีผลทำให้
– มีปริมาณดอกเพิ่มมากขึ้น
– เพิ่มผลผลิต ต้นไม้ไม่ต้องผลัดดอก ใบ หรือผลทิ้ง
– ปริมาณการเก็บเกี่ยวได้มากขึ้น
– เพิ่มคุณภาพผลไม้ (ค่าความหวานเพิ่มขึ้น) และ
– ต้นไม้มีสุขภาพดี แข็งแรง.
6. เมื่อมีการใช้ เฮอร์บากรีน® ในรอบต่อๆไป ผลรับในเชิงบวก

ข้อแนะนำการใช้

1. เฮอร์บากรีน® สามารถใช้กับปั๊มทางการเกษตรที่เป็นระบบสเปรย์ฉีดน้ำแรงดันอากาศหรือระบบสเปรย์ที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไป
2. ผสม เฮอร์บากรีน® กับ น้ำในปริมาณที่เหมาะสม (ตามข้อกำหนดของพืชแต่ละชนิด) เขย่าหรือคนให้เข้ากัน จากนั้นจึงนำไปใช้กับปั๊มทางการเกษตรระบบสเปรย์ฉีดน้ำแรงดันอากาศหรือระบบ สเปรย์ที่ท่านมีอยู่
3. นอกจากนี้ยังสามารถนำ เฮอร์บากรีน® มาใช้กับพืชในโรงเรือนแบบปิดหรือเรือนกระจกผ่านทางระบบการฉีดพ่น โดยให้ลดความเข้มข้นของส่วนผสมลง 0.1%
4. ควรฉีดพ่น เฮอร์บากรีน® ในตอนเช้าหรือตอนเย็นเพื่อที่จะได้รับประโยชน์จากความชื้นสูงในอากาศและการเกิดน้ำค้างในช่วงกลางคืน ซึ่งจะมีผลในการดูดซึมได้ดีขึ้น
5. เฮอร์บากรีน® เป็นปุ๋ยทางใบ ให้ประยุกต์ใช้ร่วมกับรายละเอียดข้อ 2 และข้อ 3.
6. ห้ามผสม เออร์บากรีน® กับผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น เช่น สารกำจัดศัตรูพืชและสารเคมีกำจัดวัชพืช โดยเด็ดขาด!
7. ไม่ควรฉีดพ่น เฮอร์บากรีน® ในช่วงก่อนหรือขณะฝนตก
8. เฮอร์บากรีน® เหมาะสมสำหรับพืชทุกประเภท.
9. เมื่อผสม เฮอร์บากรีน® กับปุ๋ยคอกเพื่อรดน้ำ, ควรหลีกเลี่ยงการก่อตัวของฝุ่นและหากจำเป็นควรสวมหน้ากากช่วยหายใจด้วย

สิ่งสำคัญ ควรฉีดพ่น เฮอร์บากรีน® ใน รูปแบบของละอองหมอกจะได้ผลดีที่สุด, เพื่อให้สามารถซึมผ่านปากใขของพืชได้ดี, เวลาที่ดีที่สุดในการพ่นเป็นเช้าหรือเย็นที่ความชื้น > 60%

การฉีดพ่น ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์จริง จำนวนครั้งการฉีดพ่นอยู่ที่ 3 ถึง 5 ครั้ง อาจจะเพิ่มขึ้นได้ถึง 8 ครั้ง ตามต้องการ

ผลิตภัณฑ์ เฮอร์บากรีน

ผลิตภัณฑ์ เฮอร์บากรีน

ขั้นตอนการผสมเฮอร์บากรีน

1.เตรียมผง เฮอร์บากรีน 40 กรัม หรือ 2 ช้อนโต๊ะพูน
2.ผสม เฮอร์บากรีน กับน้ำพอประมาณ คนให้ละลายในภาชนะพลาสติก เช่นแก้วพลาสติก
3.ใส่ เฮอร์บากรีน ที่ละลายแล้วลงในถังพ่น
4.เติมน้ำใส่ถังพ่น ปริมาณ 20-25 ลิตร
5.ปิดฝาถังให้สนิท
6.ปรับหัวฉีดให้เป็นละอองบางๆ แล้วพ่นเข้าทางใต้ใบ

เวลาที่เหมาะสมสำหรับการพ่น เฮอร์บากรีน
ช่วงเวลาเช้า : ระหว่างเวลา 05:00 น. – 09.00 น.
ช่วงเวลาเย็น : ตั้งแต่ 16.00 น. เป็นต้นไป

คลิก เข้าชมเว็บเพิ่มเติมได้ที่นี่ => www.kasetpui.com

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

คุณ พลยุทธ (ยุทธ) โทร : 086-399-1714, 086-304-3334

พลยุทธ อินพันธ์คำ (ยุทธ) โทร 086-399-1714

พลยุทธ อินพันธ์คำ (ยุทธ) โทร 086-399-1714

ปุ๋ยเจริญอินทรีย์ภัณฑ์

จำหน่ายและรับสมัครตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยคุณภาพดี

จำหน่ายและรับสมัครตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยคุณภาพดี

จำหน่ายและรับสมัครตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยคุณภาพดี

เจริญอินทรียภัณฑ์ปุ๋ยคุณภาพดี

ปุ๋ย เป็น วัสดุที่ให้สารอาหารกับพืช หรือ ช่วยปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับการเพาะปลูก

พืชต้องการธาตุอาหาร 16 ชนิดได้แก่ ออกซิเจน ไฮโดรเจน คาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปตัสเซียม กำมะถัน แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก สังกะสี แมงกานิส ทองแดง โบรอน โมลิบดินัม และคลอรีน ในจำนวนนี้ ออกซิเจน ไฮโดรเจน คาร์บอน พืชได้รับจากน้ำและอากาศ ส่วน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โปแตสเซียม พืชต้องการในปริมาณมาก เมื่อเทียบกับธาตุอื่นๆ (ซึ่งถูกจัดเป็นธาตุอาหารหลัก หรือ ธาตุปุ๋ย) และในดินมักมีไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มเติมธาตุเหล่านี้โดยการให้ปุ๋ย ปุ๋ยแบ่งออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ ปุ๋ยอินทรีย์ และ ปุ๋ยเคมี (หรือเรียกอีกอย่างว่า ปุ๋ยอนินทรีย์หรือปุ๋ยอินทรีย์สังเคราะห์)

ปุ๋ยเคมี คือ ปุ๋ยที่ได้จากสิ่งไม่มีชีวิต เช่น จากหิน เหมือนแร่ต่างๆ หรือ จากการสังเคราะห์ขึ้นทางวิทยาศาสตร์ เช่น ปุ๋ยยูเรีย แอมโมเนียมซัลเฟต หินฟอสเฟตบด ปุ๋ยเคมีสูตรต่างๆ

ปุ๋ยเคมี จะมีส่วนผสมของธาตุอาหารหลักของพืช (ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส หรือ โปแตสเซียม) ในปริมาณที่เข้มข้นมากกว่าปุ๋ยอินทรีย์จึงทำให้ปุ๋ยเคมีได้รับความนิยม เนื่องจากสามารถใช้ในปริมาณที่น้อยกว่าปุ๋ยอินทรีย์ จึงทำให้ปุ๋ยเคมีได้รับความนิยม เนื่องจากสามารถใช้ในปริมาณที่น้อยกว่าปุ๋ยอินทรีย์ แต่ถึงแม้ว่า “ปุ๋ยเคมี” จะมีธาตุอาหารพืชเข้มข้นกว่า “ปุ๋ยอินทรีย์” แต่ปุ๋ยเคมีไม่มีคุณสมบัติในการปรับปรุงโครงสร้างของดินให้โปร่งและร่วนซุย ได้อย่างปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีส่วนใหญ่มักไม่มีธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ที่มีอยู่ในปุ๋ยอินทรีย์

ปุ๋ยอินทรีย์ของเราเหมาะสำหรับพืช เพราะอะไร ?

ปุ๋ยอินทรีย์ หรือ ปุ๋ยหมัก คือ ปุ๋ยที่ได้จากการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุทางชีวเคมีโดยจุลินทรีย์กลุ่มใช้ออกซิเจน (Aerobic Microorganisms) จนเป็นประโยชน์ต่อพืช

ข้อเด่นของปุ๋ยอินทรีย์ ที่เหนือกว่าปุ๋ยเคมี คือ ปุ๋ยอินทรีย์มีอินทรีย์วัตถุ มีธาตุอาหารรอง และจุลธาตุที่จำเป็นต่อจุลินทรีย์ดินและพืช ที่ปุ๋ยเคมีไม่มี นอกจากนี้ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ยังทำให้ดินมีสภาพเป็นกลาง ในขณะที่การใช้ปุ๋ยเคมีอย่างยาวนานจะทำให้ดินมีสภาพเป็นกรด ซึ่งมีผลทำให้มีการละลายแร่ธาตุที่ไม่พีงประสงค์ออกมาให้แก่รากพืช เช่น อะลูมิเนียม ทำให้พืชมีลักษณะแคระแกร็นและเป็นโรคง่าย

มาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2551 กำหนดว่า ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตและจะจำหน่ายได้ต้อง

- มีอินทรีย์วัตถุมากกว่าร้อยละ 20
– มีค่าการนำไฟฟ้าน้อยกว่า 10 เดซิซีเมนส์ต่อเมตร
– มีค่าไนโตรเจนไม่น้อยกว่าร้อยละ 1 มีค่าฟอสฟอรัส (P2O5) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5
– มีค่าโพแทสเซียม (K2O) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5

คุณรู้หรือไม่ว่า? มูลค้างคาวเป็นปุ๋ยชั้นเยี่ยมที่เกษตรกรต้องการเป็นอย่างมาก

มูลค้างคาว เป็นที่ต้องการของพี่น้องเกษตรกรทุกท่านก็เพราะ คุณสมบัติพิเศษของมูลค้างคาวซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายว่ามี ประโยชน์ต่อพืชมากมายมหาศาล ในขณะเดียวกันก็เป็นของที่หาได้ยากเพราะค้างคาวไม่ใช่สัตว์ที่เลี้ยงกันได้ โดยทั่วไป โดยบริษัทฯผู้ผลิตปุ๋ยเป็นผู้ได้รับสัมปทานถ้ำค้างคาวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ซึ่งสามารถป้อนวัตถุดิบมูลค้างคาวเข้าสู่กระบวนการผลิตปุ๋ยได้อย่างต่อ เนื่อง ทำให้เกษตรกรมั่นใจได้ว่าจะได้ใช้ปุ๋ยที่มีคุณภาพไปยังรุ่นสู่รุ่นเป็น ปุ๋ยอินทรีย์เคมีเชิงผสม จากมูลค้างคาว ชนิดเม็ดปั้นเป็นเนื้อเดียวกัน มีธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม มีฮิวมิคแอสิก มีจุลินทรีย์ ช่วยต้านทานโรครากเน่า โคนเน่า มีอินทรียวัตถุ ช่วยปรับสภาพดิน ให้ร่วนซุย พืชจึงเจริญเติบโตอย่างมั่นคง มีระบบราก ลำต้น ใบ ดอก ผล สมบูรณ์ ลดต้นทุน ให้ผลผลิตสูง สามารถใช้ได้ดีกับทุกพืชทั้งพืชไร่ พืชสวน พืชผักและไม้ดอกไม้ประดับ

ข้อดีของปุ๋ยมูลค้างคาวเจริญอินทรีย์ภัณฑ์

1. มีปริมาณความเข้มข้นของธาตุอาหารพืชสูงกว่าปุ๋ยอินทรีย์ชนิดอื่น

2. ปุ๋ยมูลค้างคาวนอกจากจะให้ธาตุอาหารที่เพียงพอแล้วยังช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินด้วยทำให้ดินร่วนดินซุย

3. ในมูลค้างคาวอุดมไปด้วยธาตุอาหารรองธาตุอาหารเสริม เช่น แคลเซี่ยม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โบรอน และโมลิบดินัม คลอลีน ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของพืชโดยทั่วไป

4. ในมูลค้างคาวมีธาตุอาหารฟอสฟอรัสมากเป็นพิเศษจึงเหมาะสมกับการนำมาใช้ทั้ง ใน พืชผัก พืชสวน พืชไร่และไม้ดอก ไม้ประดับจะช่วยเพิ่มในเรื่องของ สีสัน รสชาติ และเพิ่มผลผลิตได้อย่างดี

ปุ๋ยเจริญอินทรีย์ภัณฑ์ ปุ๋ยดีใช้แล้วรวย

ปุ๋ยเจริญอินทรีย์ภัณฑ์ ปุ๋ยดีใช้แล้วรวย

ทำไมต้องเป็นปุ๋ยเจริญอินทรีย์ มูลค้างคาว 100% ของเรา ?

1. ปุ๋ยมูลค้างคาวทำให้ต้นทุนปุ๋ยต่ำลง ใช้ต้นทุนปุ๋ยประมาณ 600-800 บาทต่อ 1 ไร่

2. ปุ๋ยผลิตจากมูลค้างคาวสายพันธุ์กินแมลง คือค้างคาวปากย่น ไม่ใช่มูลค้างคาวในป่าทั่วไป เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบทำปุ๋ยมูลค้างคาวทำให้มีฮิวมัสสูงกว่าปุ๋ยทั่วไปมาก

3. ปุ๋ยผลิตจากโรงงานผลิตปุ๋ยที่ได้สัมปะทานมูลค้างคาวที่ถูกต้องจากทางราชการ เป็นบริษัทเดียวที่เซ็นสัญญากับบริษัทที่ตั้งอยู่ที่ จ.กำแพงเพชร ที่ได้สัมปทานจากรัฐบาล ขุดมูลค้างคาวจากถ้ำ เขาหน่อ-เขาแก้ว แถบนครสวรรค์-กำแพงเพชร

4. ปุ๋ยที่ส่งออกไปญี่ปุ่นนานหลายสิบปี และที่ผลิตให้บริษัทเจริญโอสถฯขาย เป็นเกรดเดียวกัน

5. ปุ๋ยมีธาตุอาหารครบ 13 ชนิดจาก 16 ชนิดที่พืชต้องการ คือ N,P,K,Ca,Mg,S,Fe,Zn,Cu,Mn,B,Mo,Cl และมีค่าอินทรีย์วัตถุ OM (Organic Matter) ที่ประมาณ 66 % มากกว่าที่กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ คืออยู่ที่ 20%

6. ปุ๋ยจะค่อยๆ ปล่อยธาตุอาหารให้พืชนำไปใช้ได้นานประมาณ 28-30 วัน

7. ปุ๋ยผลิตโดยเครื่องจักรที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ไม่มีการผสมสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อพืชเพื่อเพิ่มน้ำหนักถุง เช่น หิน กรวด ทราย ทำให้ปุ๋ยของเรามีคุณภาพที่ดีเหมือนกันในทุกถุง และมีสา่รอาหารที่พืชต้องการอย่างถูกต้อง ตามที่ระบุไว้บนฉลากถุง 100%

8. ปุ๋ยมูลค้างคาวของเราเหมาะสำหรับพืชทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นกับ นาข้าว สวนยางพารา ไร่ข้าวโพด ไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ผล พืชผักสวนครัว พืชล้มลุก ไม้ยืนต้น ฯลฯ

9. ปุ๋ยเป็นบริษัทของคนไทย ผลิตและจำหน่ายสินค้าในประเทศไทย เหมาะสำหรับเกษตรกรชาวคนไทยทั่วประเทศ

ท่านใดสนใจสมัครสมาชิกเพื่อนำไปขายก็ได้ สมัครสมาชิกครั้งเดียวตลอดชีพ ท่านใดทำเกษตร ทำไร่ ทำนา ทำสวน หรือมีญาติพี่น้องที่เป็นเกษตรกร สามารถแนะนำปุ๋ยอินทรีย์ครบวงจรที่ดีสุดยอดได้

ดาวน์โหลดเอกสารแนะนำ ปุ๋ยเจริญอินทรีย์ภัณฑ์ => คลิกที่นี่

คลิก เข้าชมเว็บเพิ่มเติมได้ที่นี่ => www.kasetpui.com

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

คุณ พลยุทธ (ยุทธ) โทร : 086-399-1714, 086-304-3334

พลยุทธ อินพันธ์คำ (ยุทธ) โทร 086-399-1714

พลยุทธ อินพันธ์คำ (ยุทธ) โทร 086-399-1714


ปุ๋ยบานเย็น

ปุ๋ยบานเย็น ปุ๋ยคุณภาพ

ปุ๋ยบานเย็น

ปุ๋ยบานเย็น

ปุ๋ยบานเย็น ปุ๋ยคุณภาพมาตรฐานโลก

สารปรับสภาพดิน บานเย็น (รากขาว)
(รากแข็งแรง รากขาว รากยาว เร่งแตกราก เพิ่มราก รากกินปุ๋ย แตกกอ แตกใบ เร่งโต)

บานเย็น จัดเป็นสารปรับปรุงดินอีกประเภทหนึ่ง มีส่วนประกอบหลักเป็นสารที่ได้จากธรรมชาติและส่วนประกอบสำคัญบางตัวใช้กรรมวิธีผลิตโดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูง นาโนเทคโนโลยี ซึ่งได้เครื่องหมายรับรองคุณภาพจากสถาบันระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ว่าวัตถุดิบที่นำมาผลิต ปลอดจากสารเคมีโดยสิ้นเชิงและจัดให้เป็นเกษตรอินทรีย์ ( organic agriculture ) สถาบันที่ให้การรับรองมีถึง ๒ สถาบัน ได้แก่ International Federation of Organic Agriculture
( IFOAM ) ครอบคลุมมากถึง 108 ประเทศ และ Organic Materials Review Institute ( OMRI )เป็นองค์กรค้นคว้าวิจัยเกษตรอินทีย์ที่ไม่หวังผลกำไร

บานเย็น ได้รับการร่วมมือกับนักวิชาการทางด้านเกษตร ได้ทำการทดลองเก็บข้อมูลกับพืชหลายชนิดในประเทศไทยมาเป็นเวลาหลายปีจนได้ข้อสรุปว่า บานเย็น ใช้ได้ผลกับพืชทุกชนิด สามารถปรับปรุงดิน ดินที่แข็งกระด้าง สามารถทำให้ดินร่วนฟูได้ภายใน ๗ วัน จึงมีจุดเด่นตรงที่การปรับสภาพดิน ฟื้นฟูราก กระตุ้นการทำงานของจุลินทรีย์ในดิน เมื่อโครงสร้างการผลิตพื้นฐานได้แก่ดินที่ถูกใช้มานานนับศตวรรษได้ถูกฟื้นฟูด้วย บานเย็น ดินกลับมาอุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม นิเวศวิทยา ห่วงโซ่อาหารกลับมาเหมือนเดิม พืชทุกชนิด จึงเจริญเติบโตรวดเร็ว ต้านทานโรคและแมลงสูง สุดท้ายที่สำคัญคือ ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น และลดค่าใช้จ่ายรวมถึงลดการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่รนณรงค์ให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์ และเกี่ยวพันไปถึงการลดภาวะโลกร้อน ล้วนแล้วสนองตอบต่อการอยู่ดีมีสุขต่อระดับประเทศและระดับโลก

บานเย็น มีส่วนประกอบสำคัญ 5 ชนิดได้แก่
1.ฮิวมิก แอซิด
2.แร่ธาตุจากหินภูเขาไฟ
3.คลื่นความถี่แร่ธาตุ (Mineral Frequency )
4.แร่โลหะหายาก(Rare Earth Elements)
5.Fungus(แร่ธาตุอาหารของ mycorrhiza)

1. ฮิวมิก แอซิด
ฮิวมิก แอซิด เกิดจากการทับถมของซากพืชและซากสัตว์ เป็นระยะเวลานับล้านๆปี โดยผ่านกระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในดิน เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ผ่านการสกัดด้วยกรรมวิธีอันทันสมัย กรดฮิวมิกมีประโยชน์ต่อพืชและดินโดยตรง เป็นแหล่งอาหารสำหรับพืชและจุลินทรีย์ ช่วยรักษาเสถียรภาพและโครงสร้างของดิน ช่วยรักษา pH ของดิน ช่วยให้ดินอุ้มน้ำ และช่วยดูดซับและสลายยาปราบศัตรูพืช

ประโยชน์ของฮิวมิก แอซิด ต่อพืช
1. เพิ่มอัตราการงอกของเมล็ด
2. กระตุ้นผลผลิตและดูดธาตุอาหาร
3. ช่วยเพิ่มการเจริญและแพร่กระจายของราก ต้น และใบ
4. กระตุ้นการลำเลียงน้ำและการสูญเสียน้ำไปจากพืช เซลพืชอุ้มน้ำมากขึ้น
5. เพิ่มการหายใจของพืช
6. เพิ่มประสิทธิภาพการดูดใช้ไนโตรเจนในพืช
7. มีอิทธิพลต่อปริมาณคลอโรฟิลด์ และการสังเคราะห์แสง
8. มีการสะสมคลอโรฟิลด์ ไม่ทำให้ใบพืชไม่เกิดอาการเหลือง
9. มีความทนทานต่อการเหี่ยว
10. พืชกระกูลถั่วจะมีปมรากมากขึ้น
11. กระตุ้นการดูดซับธาตุอาหารหลักและรองของระบบรากพืช
12. ช่วยกระตุ้นการทำงานของจุลินทรีย์ในดิน
13. ช่วยเพิ่มชั้นหน้าดินที่เสื่อมโทรม
14. ดินร่วนฟู ลดการแข็งกระด้างของหน้าดิน
15. ลดการปริมาณการใช้ปุ๋ย
16. พืชตอบสนองกับปุ๋ยมากขึ้น
17. พืชมีการเจริญเติบอย่างรวดเร็ว
18. รากพืชมีการเจริญเติบโตและพัฒนาอย่างรวดเร็ว

2. แร่ธาตุจากหินภูเขาไฟ

จุดกำเนิดของ ธาตุอาหารจากหินภูเขาไฟที่สำคัญของพืช คือการระเบิดของภูเขาไฟบนเปลือกโลกและใต้ท้องทะเล เปลือกโลกที่เปลี่ยนแปลง จากใต้พื้นโลก สู่ ใต้พื้นน้ำ อยู่ ระดับพื้นดิน และดันตัวให้อยู่ เหนือพื้นดิน หลังเวลาที่ล่วงเลยได้มีการแปลงสภาพจากแร่ธาตุที่อยู่ในภูเขาไฟและซากพืชซากสัตว์และแพลงตอนในน้ำ ที่มีการทับถม ในระยะเวลาหลายๆ พันปี การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกส่งผลให้เกิด แร่ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช แร่ธาตุอาหารนี้ เป็นแร่หินที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟทางตอนกลางของรัฐยูทาห์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้ได้กับพืชโดยไม่มีข้อจำกัด ไม่มีส่วนประกอบเคมีหรือสิ่งเจือปนใดๆ มีแร่ธาตุที่สำคัญ 67 ชนิด มีแร่ธาตุที่สำคัญทั้งหมดสำหรับพืช ส่วนแร่ธาตุเป็นพิษชนิดอื่นๆ อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐานที่ AAFCO กำหนด

คุณสมบัติ ใช้ในการปรับปรุงดิน ช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มขนาดผล ใหญ่ขึ้นและเพิ่มปริมาณน้ำตาลสูงขึ้น กำจัดสารพิษจากเชื้อรา ช่วยปรับปรุงสวนส้มที่อยู่ในสภาพเสื่อมโทรม และถูกทำลายจากแมลง ช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย ป้องกันการแข็งตัว การจับตัวเป็นก้อนของปุ๋ย ผลการใช้ยอดเยี่ยม จึงขายรวดเร็วใน อเมริกาและแมกซิโก และ สามารถป้องกันอาการผิดปกติของพืชจากการขาดธาตุ อาหาร

3. คลื่นความถี่แร่ธาตุ (Mineral Frequency )

คือ คลื่นความถี่ของแร่ธาตุ ด้วยนวัตกรรมนาโนเทคโนโลยี

ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ
1.ตัวกลางนำข้อมูล (Carrier)
2.พลังงาน (Energy)
3.ข้อมูลที่ถูกเลือก (Frequencies)

ผลิตภัณฑ์ จะถูกบรรจุ (charged) ด้วยความถี่ที่เฉพาะเจาะจง (specific frequency) ความถี่ที่เฉพาะ นี้จะมาจาก สมุนไพร, oxygen และ แร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญของพืช และสุดท้ายความถี่ที่เฉพาะนี้ จะไปกระตุ้นกระบวนการทางชีวภาพในพื้นที่เป้าหมาย
แนวคิดในการคิดค้น นวัตรกรรม คลื่นความแร่ธาตุ (Mineral Frequency ) จากแนวคิดกลศาสตร์ควันตั้ม (Quantum Mechanics) ทำงานโดยอาศัยพื้นฐานของ “frequency – resonance” (ความถี่และเสียงสะท้อน) คล้ายเครื่องรับวิทยุ Sender —— Transmitting Signal —— Receiver —— Reaction แตกต่างกันที่ความถี่ถูกส่งมาจะมีความต่อเนื่อง และถาวร

สรุปสิ่งที่ได้จากการใช้ คลื่นความถี่แร่ธาตุ (Mineral Frequency )
เป็นตัวกระตุ้นการเจริญของพืช ทำให้พืชเขียว
1.เข้ม และ ลดอาการขาดธาตุอาหารรอง
2.โรคพืชที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรียลดลง
3.อัตราการงอกของเมล็ดสม่ำเสมอและแข็งแรง
4.พืชตอบสนองกับปุ๋ยและสารเคมีต่างๆได้ดีขึ้น
5.เป็นตัวเสริมประสิทธิภาพของสารเคมีต่างๆ

4. แร่โลหะหายาก(Rare Earth Elements)

โลหะหายาก คือ ธาตุในตระกูลแลนทานั่ม ซึ่งประกอบด้วย
ธาตุน้ำหนักเบา (LREE) ได้แก่ แลนทานัม (La), ซีเรียม (Ce), เพรซีโอดิเมียม (Pr), นีโอดิเมียม (Nd),
ธาตุน้ำหนักปานกลาง (MREE) ได้แก่ โพรมีเทียม (Pm), ซาแมเรียม (Sm), ยูโรเพียม (Eu), แกโดลิเนียม (Gd), เทอร์เบียม (Tb), ดิสโพรเซียม (Dy)
ธาตุน้ำหนักสูง (HREE) ได้แก่ โฮลเมียม (Ho), เออร์เบียม (Er), ทูเลียม (Tm), อิตเทอร์เบียม (Yb),
ลูทีเซียม (Lu) และธาตุอิตเทรียม (Y) อาจรวมธาตุ ทอร์เรียม (Th) สแกนเดียม (Sc), ไนโอเบียม (Nb) และแทลทาลัม (Ta) เข้าไปด้วยเพราะมักเกิดร่วมกัน
*คำว่าธาตุหายากความจริงมีความหมายผิด เพราะธาตุ เหล่านี้ไม่เพียงแต่หาง่าย (บางธาตุหาง่ายกว่าโลหะเงิน) และโดยมากเป็นโลหะไม่ใช่อโลหะ*

แร่โลหะหายาก คือ แร่ที่มีธาตุโลหะหายากอยู่ในปริมาณที่แตกต่างกันไป มีแร่มากกว่า 200 ชนิด ที่มีธาตุโลหะหายาก ถ้าจะแบ่งแร่มีโลหะหายากสามารถแยกได้เป็น
-แร่ที่มีธาตุโลหะหายากต่ำมาก ได้แก่ แร่ประกอบหินทั้งหลาย
-แร่ที่มีธาตุโลหะหายากเล็กน้อย มีธาตุมากกว่า 200 ชนิด ที่มี REE มากกว่า 0.01 %
-แร่ที่มีธาตุโลหะยากเป็นองค์ประกอบหลัก มีประมาณ 70 แร่ที่อยู่ในกลุ่มนี้ แร่ที่มีธาตุโลหะหายากที่สำคัญ ๆ

แร่ที่มีการนำมาใช้ประโยชน์มากที่สุด 3 แร่ คือ แบสต์นีไซต์ (Bastnaesite) โมนาไซต์ (Monazite) และ ซีโนไทม์ (Xenotime)
แบสต์นีไซต์ (Bastnaesite) เป็นแร่คาร์บอเนตฟลูออลีน มี REO 75 % โดยมากเป็นโลหะธาตุหายากน้ำหนักเบาแหล่งแร่ที่ให้แร่นี้ก็คือพวกคาร์บอเนไทต์ เช่น
Mountain Pass แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา และ Baiyun Obo ในมองโกเลีย ประเทศจีน
โมนาไซต์ (Monazite) เป็นแร่ฟอสเฟตที่มีธาตุโลหะหายากน้ำหนักเบา โดยทฤษฏี มี REO 70 % เป็นแร่ที่เกิดอยู่ในหินแกรนิต เนื่องจากเป็นแร่น้ำหนักสูง
จึงมักไปรวมตัวในลานแร่ เป็นแร่พลอยได้จากการทำเหมืองแร่หนักจากลานแร่ พวก อิลเมไนต์ รูไทต์และเซอร์คอน
ซีโนไทม์ (Xenotime) เป็นแร่ฟอสเฟตของธาตุอิตเทรียม โดยทางทฤษฏีมี REO 67 % ปกติพบในแหล่งลานแร่เป็นแร่พลอยได้จากการทำเหมืองแร่ดีบุกในไทยและมาเลเซีย
อะพาไทต์ (Apatite) เป็นแร่ฟอสเฟตของแคลเซียม ปกติทำเหมืองเพื่อเอาฟอสเฟตมาใช้ทำปุ๋ย แหล่งกำเนิดอาจเกิดในหินชั้นหรือหินอัคนี บางแหล่งมีธาตุโลหะหายากปนอยู่ ซึ่งเป็นธาตุพลอยได้จากการผลิตฟอสเฟต เช่น ในคาบสมุทรโคลา ในรัสเซีย ได้มีการทำเหมืองแร่นี้และได้ REO 1000-2000 ตัน/ปี
บรานเนอไรต์ (Brannerite) เกิดในเพกมาไทต์ ที่อาจจะเป็นแหล่งแร่ที่ให้ธาตุยูเรเนียม เช่น ใน Eiliot Lake ในคานาดา หัวแร่จะมีธาตุอิตเทรียมซึ่งสามารถแยกเป็นธาตุพลอยได้จากการแต่งแร่ Ion-Absorption Clays เป็นแร่ดินพวกเคโอลิน ที่มี REE ดูดซับอยู่ที่ผิว พบในมณฑลเจียงสี ประเทศจีน

แร่โลหะหายาก (Rare Earth Elements) กับการสนับสนุนกระบวนการทางชีวเคมีในพืช

1.สามารถเพิ่มผลผลิตถึง 15 % ในพืชบางชนิด โดยเฉพาะบางพื้นที่ที่มีความชื้นจำกัด
2.ส่งเสริมกระบวนการตรึงไนโตรเจน ของ Azotobacter species
3.ส่งเสริมกระบวนการดูดซับไอออนของรากพืช
4.ส่งเสริมกระบวนการดูดซับ แมงกานีสและเหล็ก
5.ส่งเสริมกระบวนการ abscissic acid ( ABA ) production ( plant hormone ) ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาภาวะเครียด และช่วยการเจริญเติบโตได้
6.เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการสังเคราะห์แสง
7.ส่งเสริมเอนไซม์ Mg – ATPase ในกระบวนการสังเคราะห์แสง
8.ยับยั้งการทำงานของพิษเชื้อรา ( Mycotoxin )

5. Fungus(กลุ่มแร่ธาตุอาหารของ mycorrhiza)

Fungus คือ ชื่อเฉพาะของธาตุอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ในรูปแบบของ ฮิวมิก แอซิด ที่เป็นส่วนผสมของ ผลิตภัณฑ์ “บานเย็น” โดยธาตุอาหารและแร่ธาตุชนิดนี้ เพื่อการเจริญเติบโตของ “mycorrhiza”

คำว่า “mycorrhiza” (พหูพจน์ : mycorrhizas หรือ mycorrhizae) มาจากภาษากรีกว่า Mykes แปลว่า Mushroom หรือ fungus รวมกับ คำว่า rhiza แปลว่า root ดังนั้น ไมคอร์ไรซา (mycorrhiza) จึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างรากับระบบรากของพืชชั้นสูง โดยรานั้นต้องไม่ใช่ราที่เป็นสาเหตุของโรคพืช ส่วนรากพืชต้องเป็นรากที่มีอายุน้อย (Frank, 1885; Mikola, 1973, Hawksworth และคณะ, 1995) การอยู่ร่วมกันนี้เป็นการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน เอื้ออำนวยประโยชน์ซึ่งกันและกัน (symbiosis) เซลล์ของรากพืชและราสามารถถ่ายทอดอาหารให้กันและกันได้ ต้นพืชได้รับน้ำและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตจากรา ส่วนราได้รับสารอาหารจากต้นพืชผ่านมาทางระบบราก เช่น พวกแป้ง น้ำตาล โปรตีน และวิตามินต่าง ๆ (Hacskaylo, 1971) นอกจากนี้ราไมคอร์ไรซายังช่วยป้องกันรากพืชจากการเข้าทำลายของเชื้อโรคด้วย (Marx, 1973) สปอร์ของราไมคอร์ไรซาจะมีอยู่ทั่ว ๆ ไปในดิน (soil bome fungi)

ชนิดของไมคอร์ไรซา
Harley และ Smith (1983) ได้รวบรวมรายงานเกี่ยวกับไมคอร์ไรซา และจัดแบ่งไมคอร์ไรซาออกเป็น 7 กลุ่มได้แก่ ectomycorrhiza, endomycorrhiza (vesicular-arbuscular mycorrhiza), ectendomycorrhiza, ericoid mycorrhiza, arbutoid mycorrhiza, monotropoid mycorrhiza และ orchid mycorrhiza

1. Ectomycorrhiza เป็นไมคอร์ไรซาที่มีเส้นใยของราเจริญสานตัวกันเป็นแผ่น (fungal sheath) หรือเป็นเยื่อหุ้ม (mantle) อยู่รอบ ๆ ราก มีความหนาประมาณ 20-100 ไมครอน และมีน้ำหนักแห้งคิดเป็น 25-40 % ของน้ำหนักแห้งของรากทั้งหมด เส้นใยบางส่วนบริเวณนี้จะเจริญเข้าไปอยู่ในช่องว่างระหว่างเซลล์ชั้น epidermis กับเซลล์ชั้น cortex แล้วเส้นใยจะเจริญสานกันเป็นตาข่ายอยู่รอบ cortical cell เรียกว่า Hartig net (Atkinson, 1975; Warcup, 1980)
ราเอคโตไมคอร์ไรซามีมากกว่า 5,000 ชนิด และเจริญร่วมกับพืชหลายชนิดในเขตภูมิอากาศต่าง ๆ ทั่วโลก ส่วนใหญ่ราเอคโตไมคอร์ไรซาเป็นราชั้นสูง จัดจำแนกอยู่ในกลุ่ม Basidiomycetes, Gasteromycetes, Ascomycetes และ Phycomycetes (Harley และ Smith, 1983)

2. Endomycorrhiza เป็นไมคอร์ไรซาที่มีเส้นใยเจริญอยู่รอบ ๆ รากพืชและบางส่วนของเส้นใยเจริญเข้าไปในเซลล์ของรากพืช (intracellular) และอาจเข้าไปอยู่ระหว่างเซลล์ (intercellular) ของรากพืชในชั้น cortex เส้นใยที่เจตริญอยู่รอบ ๆ รากพืชอยู่กันอย่างหลวม ๆ หรือยื่นออกจากรากพืชสู่ดินประมาณ 1 ซ.ม. ส่วนของเส้นใยราที่เจริญเข้าไปในรากพืชจะเจริญอยู่ในชั้น primary cortex เท่านั้น และนิยมเรียกชื่อกันในปัจจุบันว่า ราเวสสิคูล่าร์-อาร์บัสคูลาร์ ไมคอร์ไรซา (vesicular-arbuscular mycorrhiza : VAM) นอกจากเส้นใยในรากแล้ว ราเวสสิคูลาร์-อาร์บัสคูล่าร์ ไมคอร์ไรซานี้ ยังสร้างโครงสร้างที่ไม่มีใครเหมือนในเนื้อเยื่อราก 2 โครงสร้าง คือ โครงสร้างเวสสิเคิล (vesicle) และ อาร์บัสคูล (arbuscule) โดยเส้นใยจะเจริญเข้าไปอยู่ในเซลลชั้น cortex หรืออยู่ระหว่างเซล์ชั้น cortex ไม่เข้าไปในชั้น meristematic cells หรือชั้น endodermis เส้นใยอาจขดเป็นวงในเซลล์รากหรืออาจจะมีการแตกแขนงแบบ dichotomous จนเกือบเต็มเซลล์ ทำให้มีลักษณะคล้ายกะหล่ำดอกหรือคล้ายต้นไม้ (tree-like) อยู่ในเซลล์พืชเราเรียกโครงสร้างนั้นว่า อาร์บัสคูล (arbuscule) ซึ่งจะเจริญอยู่ระยะหนึ่งและสลายไป อาจเกิดจากการย่อยสลายของเซลล์พืชก็เป็นได้ โครงสร้าง arbuscule นั้นเป็นโครงสร้างซึ่งราใช้สะสมแร่ธาตุอาหารโดยเฉพาะฟอสฟอรัส ซึ่งเมื่อพืชย่อยสลายโครงสร้างนี้ สารอาหารสามารถถ่ายเทไปให้กับพืชได้ การถ่ายเทสารอาหารนั้นอาจเกิดจากการแลกเปลี่ยนสารอาหารที่บริเวณผิวหน้าของ arbuscule ที่สัมผัสกับเซลล์ได้ ราจะได้รับสารคาร์โบไฮเดรตจากพืช โครงสร้าง arbuscule นี้จะมีอายุประมาณ 2-14 วันก็จะสลายไป เมื่อโครงสร้าง arbuscule สลายไป ราก็จะมีการสร้างโครงสร้างซึ่งมีรูปร่างกลมหรือรูปไข่ ลักษณะคล้ายถุง ผนังหนา เกิดที่ปลายของเส้นใย (terminal) หรือตรงกลางเส้นใย (intercalary) ซึ่งโป่งบวมออมา ภายในมีหยดไขมันสีเหลืองบรรจุอยู่ เป็นโครงสร้างที่ใช้ในการเก็บสะสมอาหารของรา และเป็นโครงสร้างที่ทนต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้ดี เรียกโครงสร้างนี้ว่า เวสสิเคิล (vesicle) เนื่องจากโครงสร้างทั้งสองนี้เป็นโครงสร้างที่ไม่พบในราชนิดใด ๆ จึงทำให้นักวิจัยใช้โครงสร้างนี้ในการบ่งชี้ว่ามีราชนิดนี้เข้าอยู่อาศัยในพืชอาศัยหรือไม่ รากของพืชที่มีราอาศัยร่วมอยู่ด้วยสามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพ แต่รากพืชบางชนิดอาจพบการเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองอ่อน และไม่มีรากขน ซึ่งสีเหลืองนี้จะจางหายไปเมื่อถูกแสงสว่างและความเข้มของสีขึ้นอยู่กับปริมาณการเข้าสู่รากของรา (Harley และ Smith, 1983)

3. Ectendomycorrhiza หรือ Pseudomycorrhiza เป็นไมคอร์ไรซาที่มีลักษณะอยู่ระหว่าง ectomycorrhiza และ endomycorrhiza อาจพบเส้นใยของราเจริญเกาะกันอยู่อย่างหลวม ๆ รอบ ๆ รากพืชหรือไม่พบเลย มีเส้นใยบางส่วนเจริญเข้าสู่เซลล์พืชแล้วขดเป็นวง (coil) อยู่ภายในเซลล์ บางครั้งพบเส้นใยเจริญเข้าไปอยู่ในช่องว่างระหว่างเซลล์ในชั้น cortex และสร้าง Hartig net ราที่มีการดำรงชีวิตแบบนี้เส้นใยจะมีผนังกั้น มีสีเข้ม จัดอยู่ใน class Basidiomycetes และ Ascomycetes บางครั้งพบการสร้าง chlamydospore อยู่ภายในเส้นใยที่โป่งบวม ไม่พบ conidia และโครงสร้างสืบพันธุ์อื่น ๆ ตัวอย่างราได้แก่ Rhizoctonia sylvestris, Phiolocephala dimorphospora พืชอาศัยของราไม้แก่ สน (pine), spruce, beech ซึ่งเป็นพืชในกลุ่ม Gymnospermae และ Angiospermae (Mikola, 1965; Harley และ Smith, 1983) ectendomycorrhiza มักจะพบ ectomycorrhiza เจริญขึ้นแทน (Wilcox, 1971; Thomas และ Jackson, 1979)

4. Ericoid mycorrhiza เป็นไมคอร์ไรซาของพืชใน order Ericales ลักษณะสำคัญของ ericoid mycorrhiza คือ เส้นใยของราชนิดนี้จะมีผนังกั้น บางชนิดเป็นราใน class Ascomycetes เช่น Pezizella ericae บางชนิดเป็นราใน class Basidiomycetes เช่น Clavaria ราจะเจริญเข้าสู่เซลล์พืชแล้วม้วนขดเป็นวง (coil) อยู่ในเซลล์ของ cortex ไม่สร้าง sheath หรือ Hartig ne พืชอาศัยเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กใน order Ericales family Ericaceae (sub-family Ericoideae, Vaccinioideae และ Rhododendroideae) family Epacridaceae และ family Empetraceae (Hartey และ Smith, 1983) เป็นไมคอร์ไรซาที่มีความสำคัญต่อพืชและระบบนิเวศน์เช่นเดียวกับไมคอร์ไรซาชนิดอื่น แต่ที่สำคัญ คือ ericoid mycorrhiza มีบทบาทสำคัญมากสำหรับพืชที่ปลูกในดินที่มีความเป็นกรดสูง Read (1978) ได้ศึกษาผลของ ericoid mycorrhiza ต่อการเจริญของ Erica baurea พืชประจำถิ่นอาฟริกาใต้ที่ออกดอกในฤดูแล้ง พบว่า E.baurea ที่มี ericoid mycorrhiza อยู่ด้วยมีความสามารถในการดูดธาตุในโตรเจน และสะสมไว้ในฤดูสืบพันธุ์ได้สูงกว่าพืชที่ไ่ม่มีไมคอร์ไรซา

5. Arbutoid mycorrhiza เป็นไมคอร์ไรซาของพืชใน order Ericales อีกชนิดหนึ่งโดยราที่อยู่ร่วมกับรากจะสร้างเส้นใยสานกันเป้นแผ่น (sheath) ล้อมรอบราก แล้วเส้นใยบางส่วนเจริญเข้าไปอยู่ระหว่างเซลล์ในชั้น cortex สร้าง Hartig net และมีเส้นใยเล็ก ๆ งอกแทงเข้าสู่เซลล์แล้วเจริญขดม้วนเป็นวง (coil) อยู่ภายในเซลล์ มักพบในต้นไม้และไม้พุ่ม (shrub) ที่โตเต็มที่แล้ว ราที่มีความสัมพันธ์กับพืชแบบนี้เป็นราใน class Basidiomycetes ซึ่งบางครั้งอาจจะมีความสัมพันธ์แบบ ectomycorrhiza หรือ ectendomycorrhiza กับพืชอาศัยชนิดอื่น เช่น Cortinarius zakii ซึ่งเป็น arbutoid mycorrhiza กับพืชArbutus menziesii และเป็น ectomycorrhiza กับพืช Pseudotsuga douglasii และกับพืช Abies grandis เป็นต้น (Zak, 1973, 1974; Duddridge, 1980)

6. Montropoid mycorrhiza เป็นไมคอร์ไรซาที่พบในพืช family Monotropaceae ซึ่งเป็นพืชที่ไม่ม่คลอโรฟิล มีระบบรากเป็นรากแก้ว รากแขนงและรากฝอย บริเวณรากแขนงจะพบเส้นใยของราสานกัน หนา 2-3 ชั้น เป็นแผ่น (sheath) และมีเส้นใยสานกันเป็นตาข่าย (Hartig net) ล้อมรอบเซลล์ชั้นนอกสุด (epidermis) และชั้น cortex ของพืช นอกเนือไปจากนี้เส้นใยของราบางส่วนแทงเข้าไปในเซลล์ของ epidermis แล้วเจริญเป็น haustoria ที่ไม่แตกแขนง พืชอาศัยที่มีการศึกษากันมาก คือ Monotropa hypopytis มักพบไมคอร์ไรซาชนิดนี้เจริญอยู่ร่วมกับไม้ป่าหลายชนิด เช่น บีช (beech), สน (pine) และ conifers ชนิดอื่น ๆ ราที่เป็นไมคอร์ไรซาชนิดนี้เป็นราใน class Basidiomycetes ตัวอย่างเช่น Boletus (Harley และ Smith, 1983)

7. Orchid mycorrhiza เป็นไมคอร์ไรซาที่พบในพืช family Orchidaceae หรือกล้วยไม้ชนิดต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กับราใน class Basidiomycetes บางชนิด ที่สามารถย่อยเซลลูโลส (cellulose) และลิกนิน (lignin) ได้ ไมคอร์ไรซาชนิดนี้มีความสำคัญในการกระตุ้นการงอกของเมล็ดพืช และให้สารอาหารที่ต้นกล้าพืชต้องการในการเจริญเติบโต (Warcup, 1975)

การวิจัยเกี่ยวกับราไมคอร์ไรซาทางด้านป่าไม้ในประเทศไทย

ไมคอร์ไรซามีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคทางระบบรากของกล้าไม้และต้นไม้ ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวของรากทำให้มีประสิทธิภาพในการดูดชับน้ำและอาหารให้แก่ต้นไม้มากกว่าปกติ ช่วยทำให้เกิดการหมุนเวียนของธาตุอาหารในดินดีขึ้น ช่วยเปลี่ยนแปลงแร่ธาตุอาหารในดินจากสภาพที่ต้นไม้นำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ให้กลายสภาพที่ต้นไม้นำไปใช้ประโยชน์ได้ ข่วยทำให้ระบบรากของต้นไม้มีความแข็งแรงมีอายุยืนยาวนาน ทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงแห้งแล้ง ความรุนแรงของสภาพดินฟ้าอากาศ
เช่น ร้อนจัด หนาวจัด สารพิษในดิน ความเป็นกรดหรือด่างที่มากหรือน้อยเกินไปเป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถช่วยทำให้กล้าไม้มีอัตราการรอดตายสูงและช่วยเร่งให้ต้นไม้มีอัตราเจริญเติบโตสูงถึง 1-5 เท่าจากอัตราปกติ

ได้มีการศึกษาไมคอร์ไรซากันอย่างกว้างขวางพบว่าเชื้อราไมคอร์ไรซาจะมีมากในดินป่าธรรมชาติซึ่งมีพันธุ์ไม้ขึ้นอยู่หนาแน่นไม่ถูกรบกวน ส่วนในป่าท้องที่เสื่อมโทรมถูกแผ้วถางทำไร่ เลื่อนลอยนาน ๆ เชื้อราจะถูกชะล้างลอยไปตามหน้าดินที่ถูกน้ำฝนชะล้างไหลลอยไปตามลำห้วย ลำธาร และแม่น้ำต่าง ๆ จึงทำให้ท้องที่ป่าแหล่งเสื่อมโทรมขาดแคลนเชื้อราไมคอร์ไรซาได้ อนิวรรตและธีรวัฒน์ (2525) ได้ทำการสำรวจและศึกษาเอคโตไมคอร์ไรซาในระบบนิเวศน์ป่าดิบแล้ง บริเวณสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ต. วังน้ำเขียว อ. ปักธงชัย จ. นครราชสีมา พบพันธุ์ไม้จำนวน 4 วงศ์ 6 สกุล รวม 8 ชนิด หรือ ประมาณ 5.71% เป็นเอคโตไมคอร์ไรซา ได้แก่ ไม้ วงศ์ Caesalpiniaceae : มะค่าโมง, วงศ์ Dipterocarpaceae : ยางขาว, ยางปาย, ตะเคียนหิน, ตะเคียนทอง, เคี่ยมคะนอง, วงศ์ Fagaceae : ก่อขี้หมู และวงศ์ Rubiaceae : คัดเค้า มีพันธุ์ไม้จำนวน 4 วงศ์ 4 สกุล รวม 4 ชนิด หรือประมาณ 2.85% เป็นเอคเทนโดไมคอร์ไรซา มีพันธุ์ไม้จำนวน 42 วงศ์ 89 สกุล 113 ชนิด หรือประมาณ 80.71% เป็นเอ็นโดไมคอร์ไรซา ผลการสำรวจชนิดของเห็ดราไมคอร์ไรซาที่น่าจะมีศักยภาพเป็นเอคโตไมคอร์ไรซา ได้แก่ เห็ดราในวงศ์ Russulaceae : เห็ดไคลหลังเขียว, เห็ดน้ำแป้ง, เห็ดไคลหลังขาว, เห็ดน้ำหมาก และ เห็ดหาด, วงศ์ Boletaceae : เห็ดน้ำผึ้ง, วงศ์ Cortinariaceae : เห็ดขี้เถ้า และวงศ์ Sclerodermataceae : เห็ดเผาะ
สมบูรณ์ (2532) ทำการศึกษาผลกระทบของการเพาะเชื้อเอคโตไมคอร์ไรซา Pisolithus tinctorius (Pers.) Coker & Couch ต่อการเจริญเติบโตและการดูดซับธาตุอาหารของกล้าไม้ยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิส และสนคาริเบียที่ปลูกบนมูลดินเหมืองแร่ พบว่า เมื่อกล้าไม้มีอายุ 6 เดือน กล้าไม้ที่ปลูกราเอคโตไมคอร์ไรซามีการเจริญเติบโตด้านความสูง เส้นผ่าศูนย์กลางที่ระดับคอราก มวลชีวภาพน้ำหนักแห้ง ปริมาณธาตุฟอสฟอรัสและแมกนีเซียม สูงกว่ากล้าไม้ที่ไม่ได้ปลูกราเอคโตไมคอร์ไรซาอย่างมีนัยสำคัญ ธีระวัฒน์ (2533) ได้รายงานผลการทดลองการปลูกราเอคโตไมคอร์ไรซา P.tinctorius ให้กับกล้าไม้สนสามใบ และสนคาริเบีย พบว่าการเจริญเติบโตทางเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับคอรากมวลชีวภาพน้ำหนักแห้ง ปริมาณการดูดซับธาตุฟอสฟอรัสในส่วนของใบ ลำต้น และราก มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างทรีทเมนต์ โดยที่ทรีทเมนต์ที่ใส่ดินเชื้อให้ผลดีที่สุด รองลงมาได้แก่ทรีทเมนต์ที่ใส่สปอร์ ทรีทเมนต์ที่ใส่เส้นใย และทรีทเมนต์ที่ไม่ได้ปลูกราเอคโตไมคอร์ไรซาตามลำดับ

การวิจัยเกี่ยวกับราเวสสิคูลาร์-อาร์บัสคูลาร์ ไมคอร์ไรซาทางด้านป่าไม้ในประเทศไทย ได้เริ่มดำเนินการมาเมื่อประมาณปี พ.ศ.2526 หรือประมาณ 15 ปีมานี้เอง ส่วนใหญ่เป็นการสำรวจความหลากหลายของชนิดพันธุ์ และการกระจายพันธุ์ รวมถึงความสัมพันธ์กับพันธุ์ไม้ชนิดต่าง ๆ พบว่าประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของพันธุ์ไม้ป่ามีความสัมพันธ์กับราเวสสิคูลาร์-อาร์บัสคูลาร์ ไมคอร์ไรซา

ประโยชน์ของเห็ดราไมคอร์ไรซ่า

1. ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวและปริมาณของรากพืชและของต้นไม้
2. ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความทนทานให้แก่ระบบรากของต้นไม้
3. ช่วยเพิ่มรากความสามารถในการดูดซับน้ำและแร่ธาตุอาหารให้แก่ต้นไม้ เช่นฟอสฟอรัส ( P) ไนโตรเจน ( N) โพแทสเซียม ( K) แคลเซียม ( Ca) และธาตุอื่น ๆ ซึ่งธาตุเหล่านี้เชื้อราจะดูดซับไว้และสะสมในรากและซึมซับขึ้นส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้ ช่วยในการสังเคราะห์แสง ( Photosynthesis) ของพืช
4. ช่วยย่อยสลายและดูดซับธาตุอาหารจากหินแร่ในดินที่สลายตัวยาก และพวกอินทรีย์สารต่าง ๆ ที่ยังสลายตัวไม่หมด ให้พืชสามารถนำเอาไปใช้ประโยชน์ได้
5. ช่วยเพิ่มอายุให้แก่ระบบรากของพืชและต้นไม้
6. ช่วยป้องกันโรคที่จะเกิดกับระบบรากของพืชและต้นไม้
7. ช่วยให้ต้นไม้มีความแข็งแรง ทนทานต่อสภาพพื้นที่ที่แห้งแล้ว และทนต่อความเป็นกรด-ด่างของดิน ช่วยปรับความเป็นกรด-ด่างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้
8. ช่วยเพิ่มพูนความเจริญเติบโตของต้นไม้ 1-7 เท่าจากอัตราปกติ
9. ดอกเห็ดไมคอร์ไรซ่าสามารถใช้เป็นอาหารรับประทานได้ แม้ว่าบางชนิดจะมีพิษอยู่บ้างแต่เป็นส่วนน้อย บางชนิดใช้เป็นเห็ดสมุนไพร
10. ช่วยให้มีการย่อยสลายของซากพืชและแร่ธาตุที่ไม่เป็นประโยชน์ให้กลับกลายเป็นธาตุอาหารที่มีประโยชน์ต่อต้นไม้
11. ช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศน์ป่าไม้ให้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ทำให้ป่ามีความสมบูรณ์ขึ้น
12. ระดับ pH ที่เชื้อ Mycorrhiza เจริญได้ดี คือ pH 5.5-6.5 และอุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 25-30 องศาเซลเซียส

บานเย็น ปุ๋ยคุณภาพระดับโลก

บานเย็น ปุ๋ยคุณภาพระดับโลก

จากคุณสมบัติเด่นของวัตถุดิบที่นำมาผลิตเป็น บานเย็น ทำให้มีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อพืชมาก วัตถุดิบทั้งหมดเสริมฤทธิ์กัน จึงทำให้มินเนอร์รียาดิน มีสรรพคุณครอบคลุมในการเพิ่มผลผลิตและใช้ได้ผลดีเยี่ยมกับพืชทุกชนิด

สรรพคุณของ บานเย็น

แก้ปัญหาดินดาน ดินแน่น และดินแข็งกระด้าง ทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย อินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น และ ช่วยเพิ่มชั้นหน้าดิน

1.กระตุ้นระบบรากพืชและจุลินทรีย์ ทำให้พืชดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น
2.ส่งเสริมการงอก งอกดีสม่ำเสมอ และเพิ่มจำนวนและการพัฒนารากดีขึ้น
3.ลดปริมาณการใช้ปุ๋ย เพราะพืชตอบสนองกับปุ๋ยมากขึ้น รากกินปุ๋ยได้ดี
4.กระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช และความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันโรค
5.ป้องกันการเสื่อมโทรมจากการเก็บเกี่ยว โรคและแมลงต่างๆ
6.ทำให้ท่อทางเดินอาหารสะอาด กระตุ้นให้พืชแข็งแรง เจริญเติบโตเร็ว
7.สามารถต้านทานโรคและแมลงได้ดี
8.เป็นตัวเสริมประสิทธิภาพของปุ๋ยและสารเคมีต่างๆ

ดาวน์โหลดเอกสารแนะนำ ปุ๋ยบานเย็น => คลิกที่นี่

คลิก เข้าชมเว็บเพิ่มเติมได้ที่นี่ => www.kasetpui.com

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

คุณ พลยุทธ (ยุทธ) โทร : 086-399-1714, 086-304-3334

พลยุทธ อินพันธ์คำ (ยุทธ) โทร 086-399-1714

พลยุทธ อินพันธ์คำ (ยุทธ) โทร 086-399-1714